1. สัญลักษณ์ความเป็นไทย
๑ภาษาไทย คนไทยเรามีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ทั้งาภาษาพูดและภาษาเขียน
เรามีอักษรไทยใช้มาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น และมีการปรัปรุงรูปแบบตัวอักษรมาโดยตลอด
จนกลายเป็นตัวอักษรไทยที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น
ในฐานะที่นักเรียนเป็นคนไทย จึงควรพูด อ่าน เขียน และใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
๒. การแต่งกาย คนไทยมีชุดแต่งกายประจำชาติที่มีความสวยงามซึ่งเรียกว่า
ชุดไทย และในปัจจุบันนิยมใส่เฉพาะในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานประเพณีต่าง
ๆ เป็นต้น
๓. อาหารไทย คนไทยทำอาหารอร่อย ซึ่งมีทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน
อาหารไทยจึงแสดงถึงภูมิปัญาของคนไทยที่รู้จักนำพืชผัก สมุนไพรต่าง ๆ
มาปรุงเป็นอาหารและมีรสชาติกลมกล่อม
อาหารไทยจึงเป็นอาหารที่ส่งเสริมด้านสุขภาพที่คนต่างชาติให้ความสนใจมาก
๔. แสดงความเคารพ คนไทยเป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมการแสดงความเคารพที่อ่อนช้อย
ไม่เหมือนใคร ทักทายกันด้วยการไหว้ พร้อมกับกล่าวทักทายกัน นอกจากนี้เรายังใช้การไหว้และการกราบแสดงความเคารพต่อบุคคลอื่น
ๆ ซึ่งลักษณะการไหว้และกราบนี้ ก็จะแตกต่างกันไปตามฐานของบุคคล
2. หลักการประชาสัมพันธ์
วิวัฒนาการของการประชาสัมพันธ์ในประเทศไทยได้กำเนิดขึ้นอย่างเป็น
ทางการเกินกว่ากึ่งศตวรรษแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เมื่อรัฐบาลได้ก่อตั้ง “กองโฆษณาการ” (กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และเพื่อเผยแพร่กิจกรรมต่าง ๆ ของทางราชการให้แก่ประชาชน
จากนั้นการประชาสัมพันธ์ก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ได้เริ่มขยายด้วยการตั้ง โรงเรียนการประชาสัมพันธ์
เพื่อสอนและอบรมให้มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในงานด้านนี้ไปรับใช้สังคมมากขึ้นและมีการเปิดสอนระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาการ
ประชาสัมพันธ์ บทบาทของการประชาสัมพันธ์จึงมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ
ในการที่ช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่หน่วยงาน ในขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์เปรียบ
เสมือนประตูที่เปิดรับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานนั้น ๆ
ปัจจุบันงานด้านประชาสัมพันธ์ได้เป็นที่ยอมรับในภาครัฐ
รัฐวิสาหกิจเอกชนและสมาคมมูลนิธิ ต่าง ๆ มากขึ้น หน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่าของภาครัฐทุกสถาบันของรัฐวิสาหกิจ
หลาย ๆ ธุรกิจ เอกชนโดยเฉพาะสถาบันที่มีขนาดใหญ่หรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
ประชาชนจำนวนมาก ต่างก็มีฝ่ายประชาสัมพันธ์และหรือผู้ปฏิบัติงาน/เจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางด้านนี้โดยตรงอย่างไรก็ตามจากอดีตถึงปัจจุบันการประชาสัมพันธ์สามารถจำแนกได้เป็นสองลักษณะ โดยในอดีตนั้นการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงการเผยแพร่ความรู้ ความ เข้าใจ ข่าวสารข้อมูลและเรื่องราวต่าง ๆ ของสถาบันไปสู่ประชาชน หรืออาจสรุปได้ว่า
เป็นการสื่อสารทางเดียวในอันที่จะให้ประชาชนได้รับทราบ มีความรู้ความเข้าใจ
เกิดความนิยมและศรัทธา แต่ในปัจจุบันบทบาทของการประชาสัมพันธ์ได้เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากจะมีความหมายและความสำคัญในการส่งเสริม และสนับสนุนด้านการตลาดและการขาย
มีความสัมพันธ์กับการโฆษณาพร้อม ๆ
กับมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างบำรุงรักษาและแก้ภาพพจน์ให้แก่สถาบันแล้ว
การประชาสัมพันธ์ยังสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างสถาบันกับประชาชนให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการตระหนักและเคารพในความรู้ ความคิดเห็น
ความต้องการและพฤติกรรมของประชาชนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
ซึ่งยังผลให้การประชาสัมพันธ์มีลักษณะของการสื่อสารแบบยุควิถีหรือการสื่อสารสองทางไป – กลับ (two3way communication) ที่สมบูรณ์ขึ้น
3.ภาษาบาลี
พระสังคาหกาจารย์ก็ได้ใช้ภาษาบาลีในการจารึกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่า พระไตรปิฎก
บาลีจึงมีกฎเกรณฑ์ทางไวยยากรณ์เฉพาะตน แม้จะนำมาเขียนในรูปแบบของภาไทย
ก็ยังมีวิธีอ่านที่แตกต่างกันจากภาษาไทยบ้างในบางตัว ข้อนี้เป็นปัญหาสำหรับผู้สวดที่ไม่รู้ภาษาบาลีพอสมควรเพราะไม่รู้จะอ่านอย่างไรจึงจะถุกต้องตามหลักอักขรวิธี
ผมจึงขอนำเสนอขายเครื่ออ่านภาษาบาลี ในราคา เอ้าๆๆ มั่วอีกและ
นึกว่าขายของอยู่เรื่อย ขออภัยครับท่านผู้อ่านผมเลยได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือ เพื่อให้ชาวประชาชีเว็ปพลังจิตได้ศึกษาได้อ่านกันและได้ศึกษากัน
อักขระหรืออักษรในภาษาบาลีมี ๔๑ ตัวแยกเป็นสระ ๘ ตัว และพยัญชนะ ๓๓
4. นิทานสุภาษิต
ลักษณะคำประพันธ์เขียนด้วยร้อยแก้วเป็นความเรียงประเภทนิทานขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1บท
จุดประสงค์ในการแต่ง
เพื่อขยายสุภาษิตในนิทานให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่มาของเรื่อง
คัดมาจากนิทานสุภาษิตหรือนิทานกระทู้เรื่องที่ 60 ในจำนวนนิทาน 84 เรื่อง นิทานเทียบสุภาษิต
3 บทนี้ เรียกว่า นิทานสามเกลอ
เนื้อเรื่องย่อ
มีพระอาจารย์องค์หนึ่งเป็นผู้ทำนายลักษณะและนิสัยของคนได้อย่างแม่นยำ
วันหนึ่งท่านต้องการจะลองดูนิสัยของศิษย์ทั้ง3 คน
จึงให้เลือกสุภาษิตที่ชอบคนละ 1 ข้อ ศิษย์คนที่ 1 เลือกฝนทั่งเป็นเข็ม คนที่ 2 เลือกพายเรือทวนน้ำ
คนที่ 3 เลือกกลิ้งครก ขึ้นเขา
พระอาจารย์จึงทราบนิสัยของศิษย์ทั้ง 3 จากการเลือกสุภาษิตว่า
ศิษย์คนที่ 3 เป็นคนชั้นที่ 1 คือมีความเพียร
ความอุตสาหะ อดทนและมีเกียรติ ศิษย์คนที่ 2 เป็นคนชั้นที่ 2
เพราะขาดความกล้าหาญถึงจะไม่มีทรัพย์ แต่ต้องทำการค้าขายข้าวเปลือกสาร
และมีภรรยาที่เป็นแม่ค้าจัดจ้าน ส่วนศิษย์คนที่ 1 เป็นคนชนชั้นที่3 เพราะมีแต่ความเพียร ขาดความอุตสาหอดทนและความกล้า
จะต้องเป็นคนที่จนกว่าเพื่อน ควรประกอบอาชีพเป็นช่างวาด
และมีภรรยาเป็นช่างเย็บปักถักร้อยจึงจะเหมาะสมกันสุดท้ายอาจารย์ก็ขอให้ศิษย์ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน3 ปี ต่อมาศิษย์ทั้งสามคนก็ได้ภรรยาตามที่อาจารย์ทำนายไว้
และตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านใกล้กัน มีชื่อว่า บ้านสามเกลอ ต่อมากลายเป็น
บ้านสามเรือน ในที่สุดก็กลายเป็นชื่อ ขนมสามเกลอ
5. กลบทโคลงสี่สุภาพ
โคลงพันธวีสติการ
(จินดามณี)
อุ้ยขออนุญาตเผยแพร่กลบทของโคลงสี่สุภาพ
ชื่อ พันธวีสติการ จากหนังสือจินดามณี
มีบังคับเพิ่มเติมจากโคลงสี่สุภาพทั่วไปดังนี้
๑.....๒.....๓.....๔.....๕..........00
๖.....๗.....๘.....๙....๑๐........00
๑๑...๑๒...๑๓...๑๔...๑๕.......00...(00)
๑๖...๑๗...๑๘...๑๙...๒๐.......0000
กำหนดให้สัมผัสสระ (ดูตามแนวตั้งนะครับ)
๖ กับ ๑๑ , ๑๖ กับ ๒ ,
๗ กับ ๑๒ , ๑๗ กับ ๓ , ๘
กับ ๑๓ ,
๑๘ กับ ๔ , ๙ กับ ๑๔ , ๑๙
กับ ๕ และ ๑๐ กับ ๑๕ ครับ
ตัวอย่าง
พี่.....พบ......รัก.......ชู้......ช่าง............วิงวอน
เย้า...สวาดิ์...ครวญ..คนึง...นอน...........แนบน้อง
เจ้า...คลาศ...ป่วน.....ถึง....สมร............เสมอหนึ่ง...เรียมนา
หลบ.ภักตร์..อยู่.......นาง...ข้อง............คึ่งแค้นฤๅไฉน
6. การเรียนหนังสือไทยสมัยก่อน
ระบบการศึกษาของไทย
ได้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้น และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เมื่อครั้งเป็นหลวงสารประเสริฐ
เรียบเรียงหนังสือแบบเรียนภาษาไทยขึ้นมาชุดหนึ่ง
คือหนังสือมูลบทบรรพกิจ วาหนิต์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์ เป็นแบบเรียนภาษาไทยว่าด้วยวิธีใช้ตัวอักษร
พยัญชนะเสียงสูงต่ำ การผันการประสมอักษร
และตัวสะกดการันต์ เฉพาะมูลบทบรรพกิจ
น่าจะมีเค้ามูลมาจากหนังสือจินดามณีอันว่าด้วยระเบียบภาษา
ซึ่งพระโหราธิบดีแต่งไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งได้แทรกเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา
ซึ่งสุนทรภู่ได้แต่งไว้ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าไว้เป็นตอน ๆ
ไป กาพย์พระไชยสุริยาเป็นบทประพันธ์ที่ไพเราะและเป็นคติ
ในระยะต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากกระทรวงธรรมการ
ได้ประกาศใช้แบบหัดอ่านเบื้องต้น แบบเรียนเร็ว
แต่ทุกเล่มก็ใช้หลักการเรียนการสอนจากหนังสือชุดนี้เป็นแม่บท
หลังจากที่ได้มีการนำระบบการเรียนแบบสหรัฐมาใช้ หลังปี พ.ศ. 2500
แล้วการหัดอ่านเขียนเบื้องต้นของเยาวชน ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก
ทำให้ผู้ที่เคยเรียนหนังสือไทยเบื้องต้นมาแล้ว
และไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้
ผิดกับการเรียนหนังสือไทยแบบเดิมซึ่งเมื่อเรียนหนังสือไทยเบื้องต้นแตกแล้ว
จะสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยได้ชั่วชีวิต
นอกจากนั้นการเรียนหนังสือไทยยังได้มีการนำคติสอนใจตามวิถีชีวิตไทย
ในพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนามาสอดแทรกไว้ในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอน ในรูปแบบต่าง
ๆ ทำให้เด็กไทยเข้าใจวิถีชีวิตไทย และรักความเป็นไทย
และมีความภูมิใจในมรดกของไทยอย่างลึกซึ้ง หนักแน่นไม่แคลนคลอนมาตั้งแต่ต้น
7. เรียนรู้จากนิราศ
นิราศได้ให้ความรู้แก่เราหลายประการ
มีทั้งความไพเราะ ในคำประพันธ์ในแง่มุมต่าง ๆ ความรู้สึกนึกคิด
ของผู้ประพันธ์ตามท้องเรื่อง วิถีชีวิตไทยในยุคนั้นๆ ความรู้ทางธรรมชาติวิทยา
ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รวมทั้งตำนานต่าง ๆ จึงนับได้ว่า
บรรดานิราศเป็นแหล่งอุดมด้วยความรู้ ที่มีคุณค่ามากแหล่งหนึ่ง
มีค่าควรที่จะเข้าไปเรียนรู้ ด้วยความสุขและเพลิดเพลิน ได้ตลอดเวลา
ในอดีตมีกวีเอกของไทยหลายท่าน
ได้แต่งนิราศไว้เป็นจำนวนมาก เป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เราพอทราบว่า ท่านผู้ใดได้แต่งนิราศเรื่องใดไว้
แต่มีนิราศบางเรื่อง ก็ยังเป็นที่กังขาอยู่ในหมู่ผู้ศึกษาในด้านนี้ว่า
ท่านผู้ใดเป็นผู้แต่งแน่ เพราะมีข้อมูลบางประการ ที่สันนิษฐานว่า นิราศเรื่องนั้นๆ
น่าจะเป็นท่านผู้ใดเป็นผู้แต่งมากกว่า เช่น นิราศพระแทนดงรัง เป็นต้น
นิราศ เป็นบทกลอน ที่แต่งเวลาเดินทาง
ไปสถานที่ไกล การเดินทางต้องใช้เวลามาก และส่วนมาก ก็จะเป็นการเดินทางทางเรือ ซึ่งเป็นการเดินทาง ที่สะดวกกว่าวิธีอื่น
แต่ต้องใช้เวลามาก เพราะในสมัยนั้นต้องใช้แจว และพายในแม่น้ำลำคลอง
และใช้ใบในท้องทะเล ผู้เดินทางมีเวลาว่างมาก ผู้มีสติปัญญาและขยัน
ย่อมไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไป โดยเปล่าประโยชน์ จึงแสวงหาอะไรทำเพื่อแก้รำคาญ
ผู้ที่สันทัดในทางวรรณคดี จึงได้ใช้เวลาว่างดังกล่าว แต่งบทกลอน
พรรณาสิ่งที่ได้พบเห็นในระหว่างทาง ประกอบกับอารมณ์ ที่ต้องเดินทางจากบ้านที่อยู่
จากบุคคลที่รัก ก็ได้นำความอาลัยอาวรณ์ มาบรรยายไว้ในนิราศด้วย จึงได้เกิดเนื้อหา
ดังที่ปรากฎอยู่ในนิราศต่างๆ
8. การเขียนสร้างสรรค์
การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึงการเขียนเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ
หรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้เขียน โดยมิได้ลอกเลียนเเบบใคร
งานเขียนเชิงสร้างสรรค์
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทร้อยแก้ว เช่น นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย เป็นต้น
2. ประเภทร้อยกรอง เช่น บทกวีต่างๆ เป็นต้น
การเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ให้น่าอ่าน
ผู้เขียนต้องหมั่นสังเกตสนใจในสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว และมีความคิดสร้างสรรค์
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทร้อยแก้ว เช่น นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย เป็นต้น
2. ประเภทร้อยกรอง เช่น บทกวีต่างๆ เป็นต้น
การเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ให้น่าอ่าน
ผู้เขียนต้องหมั่นสังเกตสนใจในสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว และมีความคิดสร้างสรรค์
ข้อควรปฏิบัติในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีดังนี้
1. เลือกเรื่องที่จะเขียน ซึ่งควรเป็ฯเรื่องที่ตนเองชอบและสนใจ
2. รวบรวมความคิด หรือความรู้ที่เกี่ยวข้อง
3. วางโครงเรื่อง
และลำดับความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่จะเขียน
4. เรียบเรียงให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์
1. เลือกเรื่องที่จะเขียน ซึ่งควรเป็ฯเรื่องที่ตนเองชอบและสนใจ
2. รวบรวมความคิด หรือความรู้ที่เกี่ยวข้อง
3. วางโครงเรื่อง
และลำดับความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่จะเขียน
4. เรียบเรียงให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์
ร้อยกรองคืออะไร
“ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายไว้ว่า
คือ การสอดผูกให้ติดกัน
ประดิษฐ์คำ แต่งหนังสือดีให้มีความไพเราะ ร้อยและเย็บดอกไม้ให้เป็นรูปต่างๆ ” ซึ่งร้อยกรองเป็นงานเขียนที่ต้องใช้ความสามารถในการเลือกภาษาแล้วจัดวางตำแหน่งถ้อยคำให้เหมาะสม
ประกอบกับการฝึกบ่อยจนเกิดทักษะ
ทั้งนี้เนื่องจากการเขียนร้อยกรองนั้นใช้คำได้เท่าที่ฉันทลักษณ์กำหนด ทั้งยังอาจเลยไปถึงการกำหนดคำตามเสียง / รูปวรรณยุกต์ และการกำหนดสัมผัสจึงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับนักเขียนมือใหม่
แต่ขอบอกไว้ว่า เมื่อลองเขียนคำประพันธ์ชนิดใดก็ตามได้ด้วยตนเองสักบทหนึ่ง
จะพบว่าร้อยกรองเป็นเรื่องไม่ยากและงดงามกว่า
ให้ความหมายกว้างและลึกซึ้งกว่าการเขียนร้อยแก้วมากมายนัก
สิ่งสำคัญที่สุดของคำประพันธ์
คือ การวางสัมผัสมารู้จักกันก่อนว่าสัมผัส มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ
1. สัมผัสใน ทำได้โดยสัมผัสสระ เป็นการใช้สระที่เหมือนๆ
กันมาสัมผัสกัน เช่น ใจ ไป อะไร ทำไม ....กลาย สาย เป็นต้น สัมผัสอักษร
เป็นการเลือกพยัญชนะตัวสะกดเสียงเดียวกันมาสัมผัสกัน เช่น กาด ขาด
คลาด......อนันต์ ฝัน จันทร เป็นต้น
กันมาสัมผัสกัน เช่น ใจ ไป อะไร ทำไม ....กลาย สาย เป็นต้น สัมผัสอักษร
เป็นการเลือกพยัญชนะตัวสะกดเสียงเดียวกันมาสัมผัสกัน เช่น กาด ขาด
คลาด......อนันต์ ฝัน จันทร เป็นต้น
2. สัมผัสนอก สัมผัสนอกเป็นการแสดงความสามารถในการสร้างความงดงาม
ของผู้เขียนคำประพันธ์ให้ได้สีสันทางภาษา ....
ของผู้เขียนคำประพันธ์ให้ได้สีสันทางภาษา ....
10. ทศชาติชาติ
ชาติที่ 2 พระมหาชนก
ชาติที่ ๓ สุวรรณสาม
ชาติที่ ๔ พระเนมิราช
ชาติที่ ๕ พระมโหสถบัณฑิต
ชาติที่ ๖ พระภูริทัต
ชาติที่ ๗ พระจันทกุมาร
ชาติที่ ๘ พระนารท
ชาติที่ ๘ พระนารท
ชาติที่๙ วิธูรบัณฑิต
ชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร
















